ยาแก้ปวด
ยาแผนปัจจุบัน

ยาแก้ปวดต้องกินให้ถูกกับโรค

        ในปัจจุบันหากใครมีอาการปวดฟัน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ก็จะต้องนึกถึงยาพาราเซตามอล แต่น้อยคนที่จะรู้ว่ายาสามัญประจำบ้านไม่สามารถติดต่อกันเป็นเวลานานๆได้ และไม่สามารถรักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ ยาแก้ปวดเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและคนไข้ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร โดยทั่วไปอาการปวดจะแบ่งได้ 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด สามารเป็นได้แบบเรื้อรังและเฉียบพลัน ดงันี้ ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดข้อ ปวดจากการบาดเจ็บภายใน เช่น ปวดไส้ติ่ง ปวดประจำเดือน เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด ปวดจากระบบประสาทมีอาการบาดเจ็บ งูสวัด ปวดหลังเนื่องจากบาดเจ็บกระดูกและไขสันหลัง ปวดแผลเบาหวาน          หากมีอาการปวดเหล่านี้ อันดับแรกที่ต้องสังเกตคืออาการปวดจะมีความปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะยาแก้ปวดบางชนิดไม่สามารถรักษาอาการปวดได้ทั้งหมดและบรรเทาอาการปวดได้ไม่เท่ากัน สำหรับยาแก้ปวดหลักๆที่ใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 1.ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่นมอร์ฟีน 2.ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอลและยาลดการอักเสบ โดยการเลือกชนิดของยาเพื่อให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องดูอาการปวดว่าจัดอยู่ในประเภทใด ประเมินสภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของอวัยงะตับและไต รวมถึงการแพ้ยาและการรับประทานยาอื่นๆร่วมเพราะยาแก้ปวดหากมีการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจจะเป็นพิษต่อตับและไตได้ทำหเกิดตับหรือไตวายและเกิดการเสียชีวิต …

Continue Reading
ยาสำหรับรักษาโรคกระเพาะ
ยารักษาโรค

ยาสำหรับรักษาโรคกระเพาะ

               โรคกระเพาะเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับระบบของทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น โดยอาการที่แสดงจะมีอาการปวด จุดเสียด แน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ปวดแสบบริเวณลิ้นปี่ จุกและแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยอาการจะเด่นชัดทั้งก่อนและหลังรับประทานอากรใหม่ๆหรือเวลาท้องว่างตอนเช้าหรือก่อนนอน โดยอาการปวดเหล่านี้เกิดจากภาวักรดในกระเพาะอาการสูง ซึ่งกรดนี้ทำให้เกิดการระคายเคืองกัดผนังกระเพาะจนทำให้เกิดแผลโดยอาการปวดจะเป็นๆหายๆ ครั้งละ 15-30 นาที วันละหลายครั้งตามเวลาของมื้ออาหารและจะทุเลาลงเมื่อทานอาหารและน้ำเข้าไป                 โดยโรคดังกล่าวจะพบบ่อยในคนที่มีลักษณะ ดังนี้ มีความเครียดมาก หงุดหงิดง่าย ใจน้อย หรือเครียดเพราะได้รับอุบัติเหตุที่สมอง มีโรคติดชื้อรุนแรง ได้รับการผ่าตัดใหญ่ หรือถูกไฟลวกเป็นบริเวณกว้าง ติดแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ ใช้ยาสเตียรอยด์ ยาลดการอักเสบ เช่น แอสไพริน อินโดเมทาซีน ไอบูโพรเฟน ติดต่อกันเป็นเวลานาน                  ยาสำหรับรักษาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษากระเพาะอาหาร ได้แก่ ยาต้านฤทธิ์กรด มีทั้งชนิดเม็ด(สำหรับเคี้ยวก่อนกลืน)และชนิดน้ำ โดยยาจะช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ …

Continue Reading
สมุนไพรสำหรับรักษาโรคริดสีดวง
สมุนไพร

สมุนไพรสำหรับรักษาโรคริดสีดวง

               โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่คนนิยมเป็นกันเยอะทำให้สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะริดสีดวงจะมีอาการเจ็บปวด นั่งลำบาก ถ้าหากอยู่ในช่วงที่ขับถ่ายจะทำให้เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งริดสีดวงเกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดดำบริเวณลำไว้ใหญ่ส่วนปลายเกิดอาการบวมและมีติ่งเนื้อเยื่อยื่นออกมาบริเวณทวาร โดยริดสีดวงทวารจะมี 2 ลักษณะ คือริดสีดวงภายนอก และ ริดสีดวงภายใน ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการว่าริดสีดวงจะอยู่ด้านนอกหรือด้านใน                 สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถรักษาโรคริดสีดวงได้ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกัน ดังนี้ ยาระบายสมุนไพรมะขามแขก โดยสรรพคุณของมะขามแขกเป็นยาระบายและสามารถรักษาโรคริดสีดวงได้ โดยเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ราคาไม่แพง ซึ่งเมื่อรับประทานจะทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นบรรเทาอากรริดสีดวงให้เบาลงได้ ยารักษาริดสีดวงเพชรสังฆาต เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติรักษาริดสีดวงโดยเพชรสังฆาตสามารถทานแบบสดๆได้ แต่อาจจะทำให้ลิ้นมีอาการชา ถ้าหากต้องการกินแบบสดๆจะต้องกินพร้อมกล้วยจะทำให้กินได้ง่ายขึ้น รักษาริดสีดวงด้วยว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่มีสรพพคุณที่หลากหลาย โดยทั่วไปคนจะรู้จักว่านหางจระเข้เกี่ยวกับการทำให้หน้าขาวใส ปลอดสิว ไร้ฝ้า แต่ว่านหางจระเข้ยังมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก โดยนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกด้านนอกออกให้หมด แล้วนำไปล้างน้ำเพื่อเอายางออก แล้วนำวุ้นใสๆหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมารับประทานก่อนทานอาหารเช้าโดยทานอย่างเนื่อง หรืออาจจะนำว่านหางจระเข้ที่ปอกเปลือก ล้างให้สะอาดแล้วนำวุ้นมาเหน็บไว้ที่เป็นริดสีดวงก่อนนอน อาการก็จะดีขึ้น                หากมีอาการปวดมากหรือมีก้อนเนื้อออกมาเยอะจนเกินไป ควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อรับยาหรือทำการผ่าตัดโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ควรปล่อยโรคริดสีดวงทวารมาเป็นเรื่องกวนใจในชีวิตประจำวันเพราะหากยิ่งปล่อยปะละเลยจะทำให้เกิดเป็นมะเร็งตามมาได้

Continue Reading