ยารักษาโรค 01
ยารักษาโรค

5 ข้อเบื้องต้นในการใช้ยารักษาโรค

เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยและต้องไปพบหมอ ก็จะต้องรับประทานยาตามที่หมอจัดมาให้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางคนอาจจะคิดว่าการดื้อยาครั้งสองครั้งคงจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ยังมีพฤติกรรมหลายอย่างที่เราไม่ควรปฏิบัติในช่วงเวลาที่ต้องทานยา ทั้งนี้ก็เพื่อให้อาการเจ็บป่วยหายโดยเร็วและไม่ต้องกลับไปพบหมอซ้ำอีกครั้ง จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหมออย่างเคร่งครัด เชื่อฟังแพทย์และไม่ควรหยุดยาเอง ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลหรือคลินิก เราจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวระหว่างที่ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยนั้นๆ รวมถึงข้อปฏิบัติในการทานยาแต่ละตัว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกเราว่าจะหายจากอาการเจ็บป่วยนี้ช้าหรือเร็วแค่ไหน ได้ผลมากหรือน้อย ผู้ป่วยบางคนตัดสินใจที่จะหยุดยาเองเมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะถ้าหากไม่ทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง อาจทำให้โรคนั้นวนกลับมาหาเราอีกรอบก็เป็นได้ อย่าทานยาตอนท้องว่างยกเว้นแพทย์ระบุ เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่าทานยาหลังอาหาร เนื่องจากยาส่วนใหญ่จะให้เราทานหลังอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง ยาบางตัวเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะของเราตอนท้องว่างก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ ทั้งตัวยายังอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากที่ระบุไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเพิ่มตามมา     ไม่ควรซื้อยาทานเองแม้จะเป็นตัวยาเดียวกับที่แพทย์สั่ง นับว่าเป็นข้อที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์หรือเภสัช แม้ว่ายาบางตัวจะเป็นตัวเดียวกับที่แพทย์เคยสั่งเป๊ะๆ แต่เราไม่สามารถรู้เลยว่าต้องทานมากน้อยแค่ไหน มีการปรับปรุงส่วนผสมของตัวยาให้แตกต่างไปจากยาในโรงพยาบาลหรือเปล่า และเหมาะสมกับอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้น การไปพบแพทย์โดยตรงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ห้ามใช้ตัวยาใกล้เคียงโดยคิดว่าผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ในกรณีที่คนรู้จักเราเคยมีอาการเจ็บป่วยแบบเดียวกันแต่ใช้ยาคนละตัว เราจึงอยากลองใช้ยาตัวนั้นดูบ้างเพราะคิดว่าน่าจะได้ผลเหมือนกัน แต่ใช่ว่ายาทุกชนิดจะเหมาะสมกับเรา ซึ่งการทานยาที่แพทย์สั่งนั้นมีสิ่งสำคัญที่แตกต่างอยู่คือแพทย์จะถามอาการแพ้ของเรา แต่บางทียาที่เราเลือกเองหรือทานตามคนรู้จักก็ทำให้เกิดอาการแพ้เพราะเราไม่รู้ส่วนผสมของตัวยานั่นเอง แจ้งแพทย์ทันทีเมื่อได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรง เป็นปกติที่ยาบางตัวจะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายของเรา อยู่ที่ว่ามีมากหรือมีน้อย ถ้าหากมีผลข้างเคียงรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันควรปรึกษาแพย์เพื่อขอเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น เพราะถ้าหากเราฝืนใช้ยาที่มีผลข้างเคียงรุนแรงต่อไป ตัวเราเองอาจได้รับผลเสียโดยเปล่าประโยชน์ก็ได้

Continue Reading
ถอดสูตรสยอง ยารักษาโรคลมบ้าหมูจากศตวรรษที่ 17
ยารักษาโรค

ถอดสูตรสยอง ยารักษาโรคลมบ้าหมูจากศตวรรษที่ 17

ถอดสูตรสยอง ยารักษาโรคลมบ้าหมูจากศตวรรษที่ 17             ก่อนวิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหมือนกับทุกวันนี้ ในอดีตล้วนต้องผ่านการลองผิดลองถูกมากมายหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เอง จึงเห็นการรักษาที่แปลก ๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในครั้งอดีตอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอาการปวดหัวด้วยวิธีการเจาะกะโหลกเพื่อระบายความดันข้างใน การใช้สารปรอทเพื่อรักษาโรคซิฟิลิส หรือจะเป็นการกำจัดเหาด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงพ่นใส่หัวโดยตรง แต่ทว่า ความสยองเหล่านั้นยังไม่หมดไป เพราะการรักษาที่จะได้อ่านต่อไปนี้ การแพทย์ในอดีตได้ใช้ “ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์” มาทำเป็นยานั่นเอง!! ต้นกำเนิดยารักษาโรคลมบ้าหมูสุดสยอง กับส่วนผสมลับ ต้องย้อนไปในยุโรปศตวรรษที่ 17 ในตอนนั้น มีนักวิทยาศาสตร์หัวกะที 2 คน คือ ชาวอังกฤษและฝรั่งเศสได้ออกมาเปิดเผยถึงยาสูตรลับ ที่สามารถรักษาโรคลมบ้าหมูให้หายเป็นปริดทิ้งได้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ คนหนึ่งมีดีกรีเป็นถึงแพทย์ในวัง ส่วนอีกท่านก็มีดีกรีเป็นถึงนักเคมีชื่อดังในยุคนั้นที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง ทั้งสองท่านได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่ได้ยินเป็นอย่างมาก เนื่องจากสูตรยารักษาโรคลมบ้าหมูดังกล่าวต้องใช้ “สมองมนุษย์” เป็นส่วนประกอบหลัก สำหรับสูตรยาดังกล่าว ต้องใช้สมองของมนุษย์ที่เสียชีวิตไม่เกิน 2 ชั่วโมง ที่สำคัญต้องสมองเป็นของเด็กหนุ่มวัย 14-18 ปีเท่านั้น จากนั้นทำการผ่าสมองส่วน “Grey Matter” (รอยหยักในสมอง) ออกมาจากร่าง เมื่อนำสมองเนื้อนุ่ม ๆ ออกจากกะโหลกได้แล้ว ต้องนำไปบดให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันจนเป็นครีมเสียก่อน จากนั้น นำเนื้อสมองที่ละเอียดได้ที่ผสมลงในไวน์ …

Continue Reading